เหี้ย! เหี้ยเหี้ยเหี้ยเหี้ย!
เรียบเรียง: แฮปปุย
ภาพประกอบ: เอ็นเจ
 
หมายเหตุ : เอ็นทรี่นี้เป็นเอ็นทรี่มีสาระ(?) ไม่ได้ตั้งใจด่าให้ใครสะดุ้งแต่อย่างใด
 
 
 
(อยากบอกว่าวาดเหมือนนะ ;P)


สวัสดีทุกคนที่กดเข้ามาอ่านนะคะ
แล้วก็ขอโทษที่ทำให้สะดุ้งสะเทือน เราไม่ได้ตั้งใจจะใช้คำหยาบนะ 555
นี่เป็นครั้งแรกของบล็อกนี้ที่เขียนอะไรเกี่ยวกับความรู้ทางด้านหลักภาษาค่ะ ฮา

หลายคนที่เล่นทวิตเตอร์คงเคยเห็นประเด็นนี้ผ่านตากันมาไม่มากก็น้อย
โดยจะพูดถึงความมหัศจรรย์ของคำว่าเหี้ยที่มีหน้าที่ได้หลากหลายเหลือเกิน
#พอๆกับคำว่าฟัคของฝรั่ง

…ซึ่งก่อนที่ประเด็นนี้จะบูมในทวิตเตอร์นั้น เราเคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อนตั้งนานแล้วค่ะ
โดยฟังมาจากเพื่อนที่ไปฟังงานเสวนางานหนึ่งอีกที
เป็นงานเสวนาเกี่ยวกับงานวิจัยทางด้านภาษา ที่เราจำชื่องานไม่ได้ค่ะ จำชื่อคนพูดไม่ได้ด้วย 555
…..อ่านไม่ผิดหรอก มีคนทำวิจัยเรื่องนี้จริงๆ
ใครรู้จักหรือเป็นเจ้าของบทความวิจัยที่ว่าก็มาแสดงตัวได้นะ 6 w 6
 
EDIT:: ได้เครดิทแล้ว เป็นงานของคุณ @nuicekun และเพื่อนๆค่ะ
อยู่ใน "ความคิด ความเข้าใจ และการใช้คำว่า "เหี้ย" ในปัจจุบัน"
ที่นำเสนอในงานเกี่ยวกับ ผลงานวิชาการของนิสิต-นักศึกษาระดับต่ำว่าปริญญา ที่จัดที่มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์


ราชบัณฑิตยสถาน ได้ให้ความหมายของคำว่า “เหี้ย” ว่า..

“ชื่อสัตว์เลื้อยคลานขนาดใหญ่ชนิด Varanus salvator ในวงศ์ Varanidae
เป็นสัตว์สกุลเดียวกับตะกวด โตเต็มวัยยาวได้ถึง 2.5 เมตร ตัวอ้วนใหญ่สีดำ
มีลายดอกสีเหลืองพาดขวาง หางยาว อาศัยหากินบริเวณใกล้น้ำ
ภาษาปากว่า ตัวเงินตัวทอง

..เข้าใจผิดมานานว่าเหี้ยคือภาษาปากส่วนตัวเงินตัวทองคือภาษาสุภาพ 555

 
ส่วนสาเหตุที่คำว่า “เหี้ย” กลายมาเป็นคำด่านั้นยังไม่มีหลักฐานปรากฏแน่ชัด
(หรือแน่ชัด? 55 ตราบใดที่มันมีมากกว่าหนึ่งที่มาเราถือว่าไม่แน่ชัดนะ ;P)
แต่ที่เจ้าของบล็อกได้อ่านได้ฟังมานั้น มีด้วยกัน 2 ที่มา คือ
 
  1. เป็นเรื่องที่อ่านมาจากในทวิตเตอร์ เลยไปหาข้อมูลเพิ่มเติมในกูเกิ้ล ดูเป็นที่มาที่แพร่หลายอยู่เหมือนกัน โดยจะบอกว่า ตัวเหี้ยนั้นมีนิสัยชอบขโมยไก่ชาวบ้านไปกิน ทำพืชผลเสียหาย ชาวบ้านเลยถือถ้ามีตัวเหี้ยเข้าบ้านจะโชคร้าย
  2. เป็นเรื่องที่ฟังมาจากเพื่อนที่ไปฟังเสวนานั่นแหละ บอกว่าสมัย ก่อนเวลาคนเราทำอะไรผิดก็จะโดนเฆี่ยน ยิ่งทำผิดมากก็ยิ่งโดนเฆี่ยนบ่อย หลังก็จะเป็นรอยหวายเป็นทางๆ ลวดลายเหมือนหลังตัวเหี้ย ก็เลยกลายเป็นคำที่เอาไว้ด่าคนที่มีพฤติกรรมไม่ดี

โดยในสมัยก่อน การที่เราจะด่าใครว่าเหี้ยนั้น ต้องเป็นเรื่องที่ร้ายแรงจริงๆ
แต่ในปัจจุบันน้ำหนักของคำว่าเหี้ยนั้นเบาลงมาก
แม้แต่เรื่องเล็กน้อยก็หลุดคำๆนี้ออกมาได้ง่ายๆ

ส่วนคำด่าอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับคำว่า “เหี้ย” นั้น
คือเรื่องของคำว่า “ดอกทอง” ที่หลายแหล่งข้อมูลบอกว่ามาจากลายดอกสีเหลืองที่อยู่บนหลังเหี้ยนั่นเอง

เกร็ดเพิ่มเติม :
อ.สอนศาสนาคนหนึ่งบอกว่า ที่มาของคำว่า “ดอกทอง” นั้น ถ้าค้นจริงๆจะเจอเป็นสิบ
โดยนอกจากมาจากลายบนหลังตัวเหี้ยแล้วนั้น ที่เราได้ยินมาก็มีอีกหลายเรื่อง
บ้างก็ว่าเมื่อก่อนผู้หญิงคนไหนมีชู้จะโดนจับเอาดอกทองกวาวทัดผมแล้วแห่ประจานรอบเมือง
คนในเมืองเมื่อเห็นก็จะปาหินใส่แล้วตะโกนด่าทอ “อีดอกทองกวาว”

...จนตัดมาเหลือ “อีดอกทอง” ในที่สุด

 

ปล. สมัยก่อนผู้ชายมีเมียได้หลายคน แต่ถ้าผู้หญิงมีชู้ถือว่าเสื่อมเสียมาก ในวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับเพศสถานะในพระอภัยมณีบอกว่า "ผู้ชายสามารถมีภรรยาได้หลายคน แต่ในขณะเดียวกันถ้าผู้หญิงคนไหนเสียบริสุทธิ์ให้ชายใดจะต้องซื่อสัตย์กับคนๆนั้นตลอดชีวิต"

บ้างก็ว่าเป็นลายบนผ้าถุงของหญิงโสเภณีสมัยก่อน

บ้างก็ว่ามา จากคำว่าดอกของดอกซากุระที่ผู้หญิงที่ไปยอมมีอะไรกับทหารญี่ปุ่นช่วงสงคราม โลกครั้งที่สองมีอะไรด้วยถือไว้ เพื่อให้ทหารเหล่านั้นคุ้มครอง

บ้างก็ว่าเป็นลายบนตัวของกามโลกชนิดหนึ่ง ที่จะขึ้นเป็นดอกๆ

#และอื่นๆอีกมากมาย

 

"เค้าไม่ได้ทำอะไรผิด ทำไมต้องด่าเค้าด้วย"

 

ตามธรรมชาติของภาษาย่อมมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
คำๆเดียวกันที่อยู่คนละยุคสมัยอาจมีความหมายเพิ่มขึ้น ลดลง หรือเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง
โดยคำว่าเหี้ยนั้นก็เป็นหนึ่งในนั้นเช่นกัน
ซึ่งสามารถแยกความหมายที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันของคำว่า “เหี้ย” ออกมาได้ดังนี้

  • ใช้เป็นคำนาม หมายถึงสัตว์เลื้อยคลานชนิดหนึ่ง ตามที่มีบอกในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตฯ เป็นความหมายแบบตรงตัวไม่อ้อมค้อม
  • ใช้เป็นคำสรรพนามบุรุษที่ 2 ทั้งที่ใช้เป็นคำทักทายหรือใช้เรียกแทนชื่อคนที่กำลังคุยด้วย เช่น “เหี้ย เป็นไงบ้าง” หรือ “เหี้ย กินอะไรกันดีวะ”

  • ใช้เป็นคำสรรพนามบุรุษที่ 3 คือ ใช้แทนคนที่เรากำลังพูดถึง เช่น “เหลือเชื่อเลยว่าเหี้ยนั่นจะกล้าทำอะไรอย่างนี้”

  • ใช้เป็นคำอุทาน ทั้งแสดงความดีใจและเสียใจ ทางบวกและทางลบ เช่น “เหี้ย! ตกใจหมด”

ไขข้อแถลงใจว่าทำไมมีแท็ก ehw กับ ehslytherinแขกรับเชิญ เดย์ไลน์ ซิลเวสเตอร์ค่ะ

  • ใช้เป็นคำวิเศษณ์ที่ขยายคำนาม โดย ใช้เป็นคำด่า มีความหมายว่า แย่ ไม่ดี เลว ทราม หรืออะไรต่างๆที่ใช้ในทางลบ เช่น “เพื่อนเหี้ย” สามารถซ้ำคำเพื่อความหนักแน่นของความหมาย เช่น "แฟนเหี้ย" เป็น "แฟนเหี้ยๆ"

  • สามารถใช้เป็นคำว่าเหี้ยโดดๆเพื่อเป็นคำด่าได้เช่นกัน
  • ใช้เป็นคำสร้อยที่ไม่มีความหมายอะไร เช่น เลวเหี้ย อาจแปลว่าเลว หรือ เลวมาก ก็ได้
  • ใช้เป็นคำวิเศษณ์ที่ขยายคำวิเศษณ์ แปล ว่า มาก อาจซ้ำคำเพื่อให้มีความหมายหนักแน่นขึ้น เช่น สวยเหี้ย ที่แปลว่า สวยมาก เป็น สวยเหี้ยเหี้ย ที่แปลว่า สวยมากๆ สวยสุดๆ สวยโคตรๆ

ข้อสังเกต : ถ้าคำว่าเหี้ยตามหลังอะไรที่เป็นคำนามจะมีความหมายลบ แต่ถ้าตามอะไรที่เป็นคำวิเศษณ์ (พวกบอกลักษณะคน สัตว์ สิ่งของ) จะมีความหมายบวก

เกร็ดเพิ่มเติม : 

หลังจากเขียนเอ็นทรี่นี้ไปได้ไม่นาน ก็มีเพื่อนถามว่ามันความหมายเหมือนคำว่า สัส มั้ย 555
ใกล้เคียงแต่ไม่ใช่ซะทีเดียวค่ะ ฮา
คำว่าสัส สามารถใช้ในตำแหน่งที่เหมือนคำว่าเหี้ยเกือบทุกข้อ
ยกเว้นข้อเดียวคือไม่สามารถใช้เป็นคำวิเศษณ์ขยายคำนามได้ค่ะ มันจะกลายเป็นคำที่ไม่มีความหมายไป
เช่น เราใช้ เพื่อนเหี้ย น้องเหี้ย แต่เราไม่ใช้คำว่า เพื่อนสัส น้องสัส เป็นต้น

หน้าที่ของคำว่าสัสอีกอย่างหนึ่งที่มีนอกเหนือจากคำว่าเหี้ยก็คือ ใช้เป็นคำลงท้ายได้
เช่น วินนิ่งไหมครับ = วินนิ่งไหมสัส เราไม่เคยเจอคำว่าวินนิ่งไหมเหี้ยจริงมั้ย? 555

 

 


 

 

 

จากที่กล่าวมาทั้งหมด ชื่อเอ็นทรี่จึงสามารถแยกออกมาได้ว่า

 

เหี้ย! เหี้ยเหี้ยเหี้ยเหี้ย!


เหี้ย เป็นคำอุทานแสดงความตกใจ ไม่มีความหมายอะไรเป็นพิเศษ
เหี้ย เป็นคำนาม หมายถึง ตัวเงินตัวทอง
เหี้ย เป็นคำวิเศษณ์ขยายคำนาม หมายถึง เลว ไม่ดี
เหี้ยเหี้ย เป็นคำวิเศษณ์ขยายคำวิเศษณ์ที่ขยายคำวิเศษณ์อีกที หมายถึง มากๆ โคตรๆ #งงมั้ย #ฮา


ดังนั้นประโยคที่บอกว่า "เหี้ย! เหี้ยเหี้ยเหี้ยเหี้ย"
จึงแปลได้ว่า “เหี้ย! ตัวเงินตัวทองแย่มากๆ" นั่นเอง :P

 

EDIT :: เข้ามาดูอีกที เหี้ยยยยยยย ติดฮอตโพสต์!! ;[]; ขอบคุณทุกคนมากนะคะ *พรากกกก*
 
 
 
 
แล้วก็เอาข้อมูลเพิ่มเติมของคุณ @Ins0mniac มาแปะเพิ่ม
อันนี้เราก็เพิ่งรู้เหมือนกัน ขอบคุณมากนะคะ ;D
 
 
"เสริมให้นิดนึงจ้า (แค่บางประเด็นที่ยังไม่มีในเอนทรี่นี้นะ)
เคยมีนักวิชาการบางท่านเสนอว่า "เหี้ย" ที่ใช้ด่ากันนั้น
เพี้ยนมาจากคำว่า "หียะ" ที่เป็นภาษาสันสกฤตแปลว่าพวกคับแคบ
แบบเดียวกับหินยาน ที่หมายถึงพาหนะที่พาผู้คนไปได้น้อย
เพราะแนวคิดพุทธแบบหินยานเข้าถึงได้ยากกว่ามหายานที่คงหมายถึงพาหนะที่พาคน ไปได้มาก
 
ซึ่งการที่ตัวเงินตัวทองมารับกรรมนี้ เพราะคนสุวรรณภูมิที่เคยบูชาผี บูชาธรรมชาติก่อนพุทธ พราหมณ์เข้ามา
บางพวกนับถือตะกวดหรือตัวเงินตัวทองนี้ด้วย
 
พวกพุทธที่มาทีหลังก็เรียกคนแบบนี้ว่า "หียะ" ในความหมายเชิงดูหมิ่นนั่นเอง
ท้ายสุดก็กร่อนเสียงไปเป็น "เหี้ย" อย่างที่เราได้ยินกันทุกวันนี้เอง
 
ส่วน "ดอกทอง" นี่มีด่ากันมาแต่อยุธยา เพราะปรากฏในมโนราห์ด้วย
แต่ที่มาอย่างไรไม่ทราบแน่ชัด เคยมีคนกล่าวว่าอาจจะเพี้ยนมาจากจีน คำว่า "หลกท่ง"
ที่หมายถึงผู้หญิงเหลวแหลก ใช้ไม่ได้ ค้นเรื่องคำมาอธิบายแบบนี้

edit @ 4 Dec 2012 08:50:13 by HAPPUI

edit @ 6 Dec 2012 16:26:28 by HAPPUI

Comment

Comment:

Tweet

wink

#95 By (171.99.156.11|171.99.156.11) on 2014-12-03 20:48

สัสเหี้ยจริงจริง

#94 By art (182.52.74.122|182.52.74.122) on 2014-02-21 13:18

เหี้ยเลย
อ่านไปอ่านมาเหมือนโดนด่า...แต่มันเป็นอะไรที่สาระเหี้ยๆเลย=*= 555
ดาวๆๆๆHot! Hot! Hot! Hot!

#92 By Mother tea on 2013-03-12 18:01

สาระเหี็ยค่ะ(มาก) ตลกมาก ชอบอ่ะ 5555
Hot! Hot! Hot!

#91 By Hakoki on 2013-03-05 19:35

/เพิ่งได้เข้ามาอ่าน #แย่เหี้ยๆ
ชอบมากเลยพี่ปุยยยย cry cry
แต่อ่านไปงงๆไป /ความรู้น้อยนิด
เห็นแขกรับเชิญแล้วฮา 55555 หน้าเธอช็อคมาก
เอาดาวไปเบย กิกิ Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#90 By ZoraRei on 2013-01-27 13:08

ฮาาาา sad smile

#89 By เ นี๊ ย ว ♥ on 2013-01-23 00:44

ส..สาระ ;w;
ปล. ไม่เคยใช้คำว่า 'เหี้ย' จริงๆ จังๆ เลยแฮะ
เคยแต่พูด่วา 'เชี้ยยยยยยยยยยยยย'  ต่างกันตรงไหน sad smile

#88 By KanJi ★ NiGeLz on 2013-01-21 18:18